โพลีคาร์บอเนต ลูมิน่า : Lumina Polycarbonate
Call Center โทร.: 02-813-5103-4 แฟกซ์ : 02-813-5105
โพลีคาร์บอเนต ลูมิน่า
23 ต.ค. 64, 20:13 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สามก๊กไอที  (อ่าน 3717 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Korn
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 09 ก.พ. 55, 10:52 »

“สามก๊กไอที” โดย : มาร์ค Blognone

http://www.thairath.co.th/content/tech/235136

ช่วงที่ผ่านมาผมเขียนคอลัมน์ตามประเด็นข่าวไอทีใหญ่ๆ ในรอบสัปดาห์เป็นหลัก แต่คราวนี้จะขอเริ่มซีรีส์ยาวในชื่อว่า “สามก๊กไอที” นะครับ ซีรีส์นี้จะยาวหน่อย และเป็นรายสะดวก คือเขียนเฉพาะช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญ แต่จะพยายามให้ต่อเนื่องมากที่สุดครับ...

“สามก๊กไอที” เป็นแนวคิดของผมเองที่ใช้เปรียบเทียบกับวงการไอทีในเมืองนอก นับจากนี้ไปอีกสัก 5-10 ปี โดยผมมองว่าโลกไอที (ฝั่งคอนซูเมอร์ ไม่รวมฝั่งองค์กร) จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วใหญ่ และดุลอำนาจกันไปแบบนี้อีกพักใหญ่ ซึ่งสถานภาพจะคล้ายกับประวัติศาสตร์ช่วงสามก๊กของจีนมาก

3 ขั้วที่ว่านี้ได้แก่
ไมโครซอฟท์ เทียบได้กับ “วุยก๊ก” ของโจโฉ
แอปเปิล เทียบได้กับ “ง่อก๊ก” ของซุนกวน
กูเกิล เทียบได้กับ “จ๊กก๊ก” ของเล่าปี่



ทั้ง 3 องค์กรนี้มีรากเหง้าความเป็นมาที่แตกต่างกัน มีจุดเด่น และรากฐานที่ต่างกันออกไป แต่ต่างฝ่ายต่างต้องการขยายอาณาเขตของตัวเองไปกินแดนตรงข้าม และพยายามดูดก๊กเล็กๆ มาร่วมงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อไปเรื่อยๆ

ปัจจัยที่ทำให้เกิด “สามก๊กไอที” เกิดมาจากสภาวะของวงการคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เราเปลี่ยนจากยุคที่ใช้คอมพิวเตอร์พีซีตั้งโต๊ะแบบเดี่ยวๆ มาเป็นยุคที่ใช้อุปกรณ์แปลกใหม่อย่างมือถือ-แท็บเล็ต เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์แล้ว

ผมมองว่าคอมพิวเตอร์ในยุคก่อนที่เป็น “คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ” เทียบได้กับราชวงศ์ฮั่นของจีนโบราณ ซึ่งเป็นราชวงศ์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในช่วงสามก๊กนั่นเอง

จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นผู้ครอบครองตลาดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอย่างเบ็ดเสร็จ คือ “บิล เกตส์” แห่งไมโครซอฟท์ในยุคแรก แต่ตอนนี้บิล เกตส์ จากไมโครซอฟท์ไปทำอย่างอื่นแล้ว และตอนนี้ไมโครซอฟท์ก็กลายร่างตัวเองเป็นไมโครซอฟท์ยุคใหม่ 2.0 ใต้เงาของร่างเดิม เฉกเช่นเดียวกับ “วุยก๊ก” ของโจโฉที่สืบทอดพลังของอาณาจักรฮั่นมานั่นเอง

ส่วนแอปเปิลก็เทียบได้กับ “ง่อก๊ก” ของตระกูลซุน ที่มีฐานที่มั่นอยู่ทางใต้ อยู่ห่างไกลจากนครหลวงเดิม เทียบได้กับแอปเปิลเดิมที่มีฐานผู้ใช้กลุ่มเฉพาะ เช่น งานด้านกราฟิกและสิ่งพิมพ์ แต่เมื่ออาณาจักรฮั่นเริ่มอ่อนแอ ง่อก๊กก็ขยายอาณาเขตออกมาด้วยอาวุธใหม่ๆ ที่เข้าเป้าติดต่อกันอย่าง iPod, iPhone และ iPad นั่นไงครับ

ที่เหมือนไปยิ่งกว่านั้นคือ ขุนพลผู้สร้างก๊กให้ผงาดขึ้นมาอย่าง สตีฟ จ็อบส์ เสียชีวิตไปแล้ว อันนี้เทียบได้กับ “ซุนเซ็ก” หรือ “จิวยี่” ก็ได้ (จิวยี่อาจเหมือนกว่าหน่อยเพราะป่วยเหมือนกัน) ต้องรอดูว่า “ซุนกวน” ผู้สืบทอดอย่าง ทิม คุก ซีอีโอคนปัจจุบัน จะพาอาณาจักรไปได้ไกลแค่ไหน (ถ้าเรายึดตามโมเดลของสามก๊ก ซุนกวนพาไปได้ไกลกว่ารุ่นพี่ๆ เสียอีก)

ก๊กสุดท้าย “จ๊กก๊ก” เทียบได้กับกูเกิล เพราะก่อตั้งทีหลังสุด ไม่มีรากเหง้าอย่างคู่แข่งร่วมยุคสมัยทั้งสอง แต่กูเกิลก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัว เบียดขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจได้สำเร็จ และก็ขยายอาณาเขตของตัวเองออกในหลายแนวรบ เช่น ฝั่งมือถือมี Android, ฝั่งระบบปฏิบัติการมี Chrome OS

ผู้บริหารหลักของกูเกิลยังมี 3 คนพอดิบพอดี นั่นคือ สองผู้ก่อตั้ง ลาร์รี เพจ และ เซอร์เกย์ บริน บวกหนึ่งอดีตซีอีโอ คือ อีริค ชมิดท์ (ปัจจุบันลาร์รี เพจ ขึ้นเป็นซีอีโอแทนแล้ว) เทียบไดักับ “คำสาบานในสวนท้อ” ของ เล่าปี่-กวนอู-เตียวหุย ไงครับ

แน่นอนว่าสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ ย่อมไม่เหมือนกับเหตุการณ์ในสามก๊กแบบเป๊ะ (เหมือนก็เว่อร์แล้ว) แต่ผมพยายามนำมาเทียบกันให้เห็นภาพ และได้อรรถรสในการเล่าเรื่องมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวจะค่อยๆ เล่าต่อไปในตอนหน้าครับ.
บันทึกการเข้า
Korn
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 09 ก.พ. 55, 10:53 »

ชื่อเรื่องเดิม : “สามก๊กไอที”
โดย : มาร์ค Blognone
http://www.thairath.co.th/content/tech/236974


เข้าสู่ตอนที่สองของซีรี่ส์"สามก๊กไอที" กันนะครับ...

ในตามพงศาวดารสามก๊ก เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ซึ่งรุ่งเรืองมาหลายร้อยปี และเริ่มเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา สุดท้ายประเทศวุ่นวาย และแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหล่าขุนศึกตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ และรบพุ่งระหว่างกัน

เหตุการณ์ต่อจากนั้นคือ ขุนศึกที่เข้มแข็งเริ่มเอาชนะเพื่อนบ้านในเขตใกล้เคียง และขยายอาณาเขตของตัวเองออกมา จนตอนหลังเหลือขุนศึก 3 ฝ่ายที่เข้มแข็งที่สุด กินกันไม่ลงอยู่หลายสิบปี สร้างสภาวะ"สามก๊ก" จนกระทั่งมีขุนศึกตระกูลใหม่ผงาดขึ้นมา ปราบก๊กทั้งสามและตั้งราชวงศ์ใหม่ รวมประเทศเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

สำหรับ"สามก๊กไอที" ก็คล้ายๆ กันอยู่บ้างครับ นั่นคือเราผ่านเวลาอันรุ่งเรืองของ"ราชวงศ์ฮั่น" ภาคไอทีกันมาแล้ว และตอนนี้ก๊กทั้งสามกำลังเริ่มฟอร์มตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน

ราชวงศ์ฮั่นที่ว่านี้คือ"ไมโครซอฟท์" ใต้การนำของบิล เกตส์

โลกไอทีก่อนหน้านี้เป็นยุคสมัยแห่ง"พีซี" หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผู้ริเริ่มสร้างพีซีคือบริษัทไอบีเอ็ม พี่ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ โดยออกพีซีเครื่องแรกในปี 1981 และพัฒนาเรื่อยมา

พีซียุคแรกๆ ใช้ระบบปฏิบัติการ"ดอส" ของบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งภายหลังพัฒนามาเป็น"วินโดวส์" และเอาชนะคู่แข่งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด วินโดวส์ของไมโครซอฟท์สามารถโค่นคู่แข่งหลายยี่ห้อทั้ง OS/2 ของไอบีเอ็ม Mac OS ของแอปเปิล และคู่แข่งเล็กๆ อีกหลายราย ครองความเป็นเจ้าโลกไอทีมานานนับสิบปี

จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของไมโครซอฟท์คือ วินโดวส์ 95 ที่เป็นระบบปฏิบัติการกราฟิกสมบูรณ์แบบตัวแรก ส่วนจุดสูงสุดผมยกให้เป็นวินโดวส์เอ็กซ์พี (ออกปี 2001) ที่ปิดเกมคู่แข่ง ครองแชมป์แห่งวงการพีซีด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% เหลือพื้นที่เล็กๆ ให้คอมพิวเตอร์ตระกูลแมคอินทอชสำหรับตลาดสิ่งพิมพ์และการศึกษาเท่านั้น




นอกจากจะมีระบบปฏิบัติการที่เอาชนะคู่แข่งแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ไมโครซอฟท์ยังมีเครื่องจักรทำเงินเป็นซอฟต์แวร์อีกตัวคือ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ โปรแกรมสำนักงานที่ใครๆ ก็ต้องใช้ กลายเป็นคู่หูวินโดวส์-ออฟฟิศ สร้างอิทธิพลและเงินให้ไมโครซอฟท์มหาศาล

มากแค่ไหน? มากขนาดที่ทำให้บิล เกตส์ กลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดกันเป็นสิบปีนั่นล่ะครับ

ความรุ่งเรืองของไมโครซอฟท์คงอยู่มาประมาณ 15 ปี เมื่อผ่านจุดสูงสุดไปแล้วก็เริ่มถึงเวลาเสื่อมถอย

ไมโครซอฟท์ประสบความสำเร็จอย่างมากกับวินโดวส์เอ็กซ์พี (ซึ่งปัจจุบันยังมีคนใช้อยู่เยอะ ระบบปฏิบัติการออกปี 2001 ตอนนี้อายุสิบกว่าขวบแล้ว) ทำให้ย่ามใจ ไม่จริงจังกับตัวต่อของวินโดวส์เอ็กซ์พี จนทิ้งช่วงนานถึง 5 ปี กว่าจะออกวินโดวส์วิสต้าได้อีกครั้งในปี 2006

ช่วง 5 ปีนี้ โลกไอทีเปลี่ยนแปลงไปมาก คอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นเครื่องตั้งโต๊ะวางอยู่เดี่ยวๆ แบบที่เคยเป็นมาอีกแล้ว แต่มันเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในโลกอย่างอิสระ

วิธีการสื่อสารหลักของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่คือ"เว็บ" ทำให้คอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีเว็บเบราว์เซอร์ สามารถท่องเน็ตได้เท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์อย่างเดียวอีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน อินเทอร์เน็ตก็มีความสามารถมากขึ้น เว็บในยุคแรกมีลักษณะเป็นแค่"โบรชัวร์ออนไลน์" แสดงเอกสารและข้อมูลแบบแห้งๆ แต่ระยะหลังเมื่อเว็บพัฒนาขึ้น เริ่มทำงานได้มากขึ้น เราจึงเริ่มเห็นโปรแกรมต่างๆ ในเวอร์ชั่นเว็บ เช่น โปรแกรมอีเมล์กลายร่างมาเป็นเว็บเมล์ หรือโปรแกรมออฟฟิศกลายมาเป็น Google Docs

ความสำคัญของระบบปฏิบัติการแบบเก่าจึงเริ่มลดลง ถึงแม้จะยังไม่เปลี่ยนแปลงทันทีแต่ก็เป็นสัญญาณที่น่ากลัว

ในอีกทาง ระบบปฏิบัติการคู่แข่งอย่าง Mac OS X ของแอปเปิลและลินุกซ์ ก็พัฒนาขึ้นมาก โดยอาศัยช่องโหว่ที่ไมโครซอฟท์ละทิ้งระบบปฏิบัติการตัวเองไปถึง 5 ปี (ถ้านับถึงวินโดวส์ 7 ก็ 8 ปี) แย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้พอสมควร ด้วยความสามารถที่มากกว่าในบางเรื่อง

พลังอำนาจของไมโครซอฟท์จึงเริ่มถดถอยลง แต่ไมโครซอฟท์ก็ไม่ได้โง่ ย่อมปรับตัวตาม อย่างไรก็ตามคู่แข่งสำคัญได้เริ่มโผล่ขึ้นมาให้เห็นหน้ากันบ้างแล้ว นั่นคือแอปเปิลและกูเกิลนั่นเอง

"ราชอาณาจักรฮั่น" ที่เคยเกรียงไกรมานาน เมื่อเจอปัญหาภายในและศัตรูภายนอก ก็เริ่มเสื่อมอิทธิพลลง ไมโครซอฟท์ที่เคยมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดล้มหายตายจากไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็นดุลอำนาจใหม่ที่ไมโครซอฟท์เป็นเพียงแค่ 1 ใน 3 ของขั้วอำนาจเท่านั้น

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ ติดตามต่อในตอนหน้าครับ
บันทึกการเข้า
Korn
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 16 ก.พ. 55, 09:27 »

เมื่อตอนที่แล้ว ผมกล่าวถึง “ยุคทองของพีซี” โดยเทียบกับมหาอาณาจักรฮั่นในอดีต ซึ่งเมื่ออำนาจเริ่มเสื่อมถอยลง ก็เกิดประวัติศาสตร์ช่วงสามก๊กตามมา...

ยุคทองของพีซีดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป อินเทอร์เน็ตกลายเป็นตัวแปรสำคัญของโลกไอที ทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นในโลกเชื่อมต่อกัน พูดคุยกันได้ ตัวสารสนเทศหรือข้อมูลที่อยู่บนเน็ต เริ่มมีความสำคัญมากกว่าตัวฮาร์ดแวร์อย่างในอดีต

ในอีกทาง อุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เครื่องอ่านอีบุ๊ก วีดิโอเกม สมาร์ททีวี ฯลฯ เริ่มปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้การเข้าถึงข้อมูลไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพีซีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

สตีฟ จ็อบส์ เรียกยุคสมัยที่อุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ คุยกันเองผ่านอินเทอร์เน็ตว่า “Post-PC Era” หรือ “ยุคหลังพีซี” ซึ่งเริ่มต้นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว

ความตกต่ำของไมโครซอฟท์

ช่วงประมาณปี 2004-2005 เป็นช่วงที่ไมโครซอฟท์ค่อนข้างตกต่ำมาก เพราะไม่สามารถออกวินโดวส์รุ่นใหม่ได้ตามต้องการ ทำให้โดนแอปเปิลที่มี Mac OS X ที่ทันสมัยกว่ากินตลาดมาได้พอสมควร (บทเรียนเรื่องนี้คืออย่าพลาดเอง เพราะคู่แข่งฉวยโอกาสเสมอ) แถม Windows XP เองก็มีปัญหาเรื่องช่องโหว่และความปลอดภัยมากมาย กว่าจะนิ่งเข้าที่ก็ต้องปรับปรุงอีกพอสมควร หลังจากนั้นมาพอออก Windows Vista ก็มีปัญหาเยอะ จนกลายเป็นความล้มเหลว

โปรแกรมท่องเน็ตของไมโครซอฟท์ที่มากับวินโดวส์คือ Internet Explorer ก็หยุดพัฒนาเพราะครองส่วนแบ่งตลาดได้เยอะแล้ว เลยเป็นช่องว่างให้ Firefox เข้ามาฉกฉวย จนคนเลิกใช้ Internet Explorer ไปก็มาก ส่วนแบ่งลดลงตลอด

ในโลกอินเทอร์เน็ต ไมโครซอฟท์พยายามเจาะส่วนแบ่งตลาดของกูเกิลก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย เพราะ Windows Live Search ในตอนนั้นหน้าตาเฉิ่มเชย ค้นหาข้อมูลได้น้อย ไม่ตรงเป้าแบบกูเกิล

ส่วนโปรแกรมบนพีซีที่เคยอยู่ในอาณาจักรของไมโครซอฟท์ก็เริ่มถูกแซะ บั่นทอนความสำคัญลง เพราะการเกิดขึ้นของ “เว็บแอพ” หรือโปรแกรมลักษณะเดียวกันแต่ทำงานผ่านเว็บแทน ตัวอย่างที่ชัดๆ คือ Google Docs ของกูเกิล ที่สามารถทำงานพื้นฐานแทน Microsoft Office ได้

เครื่องเล่นเกม Xbox รุ่นแรกของไมโครซอฟท์ที่หวังชิงส่วนแบ่งตลาดเกมกับโซนี่ ก็ไม่ประสบความสำเร็จนักในตลาดโลก พอไปได้บ้างในตลาดสหรัฐอเมริกา ที่ฝรั่งนิยมเล่นเกมแบบฝรั่งๆ เท่านั้น

เรียกได้ว่า ตอนนั้นไมโครซอฟท์ทำอะไรก็ผิดหมดนั่นล่ะครับ

การปรับตัวของไมโครซอฟท์

แต่ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทไอทีหมายเลขหนึ่งของโลก ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้น ถึงแม้จะบุกตลาดใหม่ๆ ไม่สำเร็จดังที่หวัง แต่ตลาดเก่าที่ทำเงินให้เป็นกอบเป็นกำอย่างวินโดวส์และออฟฟิศก็ยังไปได้ดี ทำกำไรมหาศาล ตลาดองค์กรก็ไปได้ดี มีลูกค้ามากมาย

มิหนำซ้ำ ไมโครซอฟท์มีเงินสดในมือมาก มีพนักงานเก่งๆ เยอะ (แค่อาจจะเป๋ไปหน่อยในช่วงเวลาหนึ่ง) ทำให้สายป่านยาว และมีเวลากับทุนรอนเยอะพอต่อการปรับตัว



ในปี 2006 บิล เกตส์ ประกาศวางมือจากงานในบริษัทเพื่อไปทำงานมูลนิธิ ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2008 คนที่รับไม้ต่อคือ สตีฟ บัลเมอร์ คู่หูอีกคนของบิล เกตส์ที่ร่วมกันสร้างบริษัทมาด้วยกัน

จากนั้นมา กระบวนการปรับตัวอย่างช้าๆ ของไมโครซอฟท์ก็เริ่มต้นขึ้น มันต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งมาถึงวันนี้ปี 2012 ผมว่าเริ่มเห็นผลแล้ว

หลังไมโครซอฟท์ล้มเหลวกับ Windows Vista ก็กลับไปทำการบ้านมาใหม่ ตัวโครงสร้างหลักของ Vista นั้นทำมาดีแล้ว เพียงแต่ยังปรับแต่งได้ไม่เข้าที่เท่านั้น อีกสามปีต่อมา ไมโครซอฟท์กลับมาพร้อมกับ Windows 7 ที่เรียกได้ว่าแทบจะสมบูรณ์แบบสำหรับระบบปฏิบัติการบนพีซี ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย แถมสร้างยอดขายถล่มทลาย ถือเป็นการคัมแบ็กที่ประสบความสำเร็จมากครั้งหนึ่งของโลกไอที

Internet Explorer ที่เคยถูกทิ้งค้างไว้ที่เวอร์ชั่น 6 ก็ถูกปรับปรุงใหม่อย่างช้าๆ มาถึงทุกวันนี้เป็น IE9 (กำลังจะขึ้น IE10 ในอีกไม่ช้านี้) ถึงจะสู้คู่แข่งอย่าง Firefox หรือ Chrome ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าเดิมมากมาย ใช้งานในชีวิตประจำวันจริงได้แล้ว

Windows Live ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Bing ปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่ คุณภาพดีขึ้นมาก (เฉพาะการค้นภาษาอังกฤษนะครับ) ถึงจะยังเจาะตลาดกูเกิลไม่สำเร็จเหมือนเดิม แต่ก็เรียกได้ว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ แถมยังจับมือกับ Yahoo! เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกันด้วย

เครื่องเล่นเกมรุ่นที่สอง Xbox 360 กลับประสบความสำเร็จแบบคาดไม่ถึง ถึงจะออกก่อนคู่แข่งหนึ่งปี แต่มีเกมคุณภาพ ราคาถูก ระบบการเล่นออนไลน์เป็นเลิศ ทำให้รอบนี้ Xbox 360 มียอดขายแซงหน้าคู่แข่งสำคัญอย่าง PlayStation 3 อยู่นิดๆ และไมโครซอฟท์ยังนำหน้าโดยออกอุปกรณ์เสริม Kinect ที่เป็นอนาคตของวงการเกมมาได้ก่อนใครอีกด้วย

ในโลกมือถือ ไมโครซอฟท์เป็นเจ้าของ Windows Mobile มาก่อน เคยครองตลาดสมาร์ทโฟนอยู่พักหนึ่ง แต่พอ iPhone เริ่มปรากฏกาย (ตามด้วย Android) ไมโครซอฟท์รู้ตัวว่าแข่งไม่ได้เพราะสินค้าของตัวเองเก่าเกินไป จึงรีบทิ้ง Windows Mobile หันมาทำ Windows Phone แทน ถึงแม้ตอนนี้จะยังเจาะตลาดสมาร์ทโฟนไม่สำเร็จ แต่เทคโนโลยีฐานพร้อมแล้ว และล่าสุดเพิ่งได้โนเกียมาเป็นพวก น่าจะเริ่มจับมือกันบุกตลาดในปีนี้

กล่าวโดยสรุปคือ หลังจากซบเซาไปช่วงหนึ่ง ตอนนี้ไมโครซอฟท์กำลังกลับมาแล้ว เพียงแต่ความอหังการอาจไม่เท่าเดิมในสมัยรุ่งเรือง เหตุเพราะช่วงที่ซบเซาโดนคู่แข่งนำหน้าไปมาก อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ยังเข้มแข็งและมีสรรพกำลังพร้อมสรรพ สามารถสู้ศึกต่อได้อีกนาน

ผมขอเทียบไมโครซอฟท์ยุคใหม่นี้ว่าเป็น “วุยก๊ก” ของโจโฉ ที่อาศัยฐานกำลังของอาณาจักรฮั่นเดิม สร้างตัวขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในก๊กหลักของยุคสามก๊กนั่นเองครับ

ตอนหน้าเรามาว่ากันเรื่องผู้นำของ “วุยก๊ก” อย่างสตีฟ บัลเมอร์ ว่าจะเหมือน-ต่างกับโจโฉอย่างไร
------------------------------------------------------
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/tech/238592
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Theme By LuminaPC.com

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!